Articles
ผู้ชายมาจากดาวอังคาร
ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์
โดย JOHN GRAY, Ph.D.
อารัมภบท
หลังจากที่ลอเรนลูกสาวของเราเกิดได้หนึ่งสัปดาห์ ผมและภรรยา (บอนนี่) แทบหมดแรง ลอเรนปลุกให้เราต้องตื่นกลางดึกเกือบทุกคืน บอนนี่ต้องกินยาระหว่างพักฟื้นตลอดเวลา เมื่อเวลาห้าวันที่ผมหยุดมาช่วยเธอเลี้ยงลูกผ่านไป เธอรู้สึกดีขึ้น แต่ผมต้องกลับไปทำงานเหมือนเดิม
มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ผมทำงานอยู่ที่บริษัท ยาเกิดหมดขึ้นมา แทนที่เธอจะโทรฯ บอกผม เธอกลับวานให้พี่ชายผมที่แวะมาเยี่ยมหลานช่วยซื้อให้ แต่พี่ผมออกไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย เธอจึงต้องทนเลี้ยงลูกทั้ง ๆ ที่ยังเจ็บแผลอยู่ ผมไม่คิดเลยว่าวันนั้นทั้งวันจะเป็นวันแห่งความทุกข์ของเธอ ทันทีที่ผมถึงบ้าน เธอก็ตัดพ้อขึ้นมาทันที ทำให้ผมเข้าใจผิดคิดว่าเธอกำลังจะหาเรื่องผม
เธอพูดว่า " วันนี้ฉันต้องทนทั้งวัน ...ยาก็หมด ฉันนอนอยู่บนเตียงโดยไม่มีใครสนใจฉันเลย "
ผมโต้กลับไปทันทีว่า " แล้วทำไมไม่บอกผม "
เธอตอบว่า " ฉันวานพี่คุณแล้ว คุณจะให้ฉันทำอย่างไรได้นอกจากรอเขาซื้อกลับมาให้ แต่เขาก็ไม่มา ฉันเดินแทบไม่ไหวแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนกับถูกทอดทิ้งอย่างนั้นล่ะ "
ฟังมาถึงจุดนี้ผมก็ทนไม่ได้อีกต่อไป ผมโกรธที่เธอไม่บอกผม ผมไม่พอใจที่มาหาเรื่องผม ทั้ง ๆ ที่ผมไม่รู้เลยว่ายาหมด หลังจากทะเลาะกันสักครู่ ผมก็เดินทางออกจากบ้านทันที ผมรู้สึกเหนื่อย รำคาญและคิดว่าฟังมามากพอแล้ว
แต่ก่อนที่ผมจะเดินหนีไป เหตุการณ์บางอย่างที่เปลี่ยนแปลงผมไปตลอดชีวิตก็เกิดขึ้น
บอนนี่พูดว่า " อย่าเพิ่งไปเลยค่ะ นี่เป็นช่วงเวลาที่ฉันต้องการคุณมากที่สุด ฉันยังไม่หายดีและไม่ได้นอนมาทั้งวัน ฟังฉันสักหน่อยเถอะ "
ผมหยุดนิดหนึ่ง เพื่อฟังว่าเธอจะพูดอะไรต่อไป
เธอพูดต่อว่า " คุณเป็นคนแบบไหนกันแน่ จอห์น ตราบใดที่ฉันยังมีประโยชน์กับคุณ คุณก็อยู่ใกล้ฉัน แต่เมื่อไรที่ฉันทำอะไรให้คุณไม่ได้ คุณก็หนีฉันไป "
พูดออกมาได้แค่นี้ เธอก็พูดไม่ออก น้ำตาเริ่มไหลออกมา เธอพยายามพูดต่อด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า " ตอนนี้ฉันไม่สบาย ฉันต้องการคุณ เข้ามาอยู่ใกล้ฉันหน่อยได้ไหม ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ แค่กอดเฉย ๆ ก็พอ อย่าไปเลย "
ผมเดินเข้าไปหาและกอดเธอไว้ในอ้อมแขนโดยไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เธอกอดผมไว้แน่น สักครู่หนึ่ง เธอก็กล่าวขอบคุณที่ผมไม่หนีเธอไป สิ่งที่เธอต้องการคือความอบอุ่นจากผมเท่านั้น :emo_084:
ช่วงเวลานี้เอง ที่ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า " รักอย่างไม่มีเงื่อนไข " ผมเคยคิดเสมอว่าผมเป็นคนที่น่ารักคนหนึ่ง แต่เธอพูดถูก ผมเป็นเพียงเพื่อนกินเท่านั้น ตราบใดก็ตามที่เธอดี ผมก็ให้ความรักตอบกลับไป แต่เมื่อไรที่เธอไม่มีความสุขหรือไม่พอใจอะไรบางอย่าง ผมจะรู้สึกเหมือนกับถูกตำหนิ จนต้องมีปากเสียงกัน หรือไม่ผมก็ตีตัวออกห่างจากเธอไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมไม่หนีเธอและยอมรับว่าเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ผมอยู่กับเธอในช่วงที่เธอต้องการผมมากที่สุดได้สำเร็จ นี่กระมังคือสิ่งที่เรียกว่ารักแท้ (ซึ่งหมายถึง การเอาใจใส่กับคนอื่น เชื่อมั่นในความรัก และอยู่ในช่วงที่เธอต้องการ) ผมพบว่าการแสดงความรักด้วยการอยู่กับเธอในช่วงที่เธอต้องการนั้น ทำได้ไม่ยากเลย
:emo_007: :emo_007: :emo_007:
ไม่รู้ว่าผมลืมเรื่องอย่างนี้ไปได้อย่างไร? ผู้หญิงทุกคนก็รู้ว่าบอนนี่ต้องการอะไร ถ้าไม่ใช่ความใกล้ชิดจากคนที่เธอรัก แต่ในฐานะผู้ชาย ผมไม่รู้จักมาก่อน ไม่รู้ว่าการกอดเฉย ๆ มีความสำคัญมากขนาดไหน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมเริ่มเรียนรู้และมองหาแนวทางใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิตคู่ได้มากมาย แทบไม่น่าเชื่อว่า ปัญหาที่ดูเหมือนหาทางออกไม่ได้ จะแก้ไขด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ขณะที่อยู่กับภรรยาคนก่อน ในช่วงที่มีปัญหาหนัก ผมจะกลายเป็นคนที่ไม่แยแสความรู้สึกของภรรยาผมเลย เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ผลก็คือ ชีวิตการแต่งงานครั้งแรกของผมเต็มไปด้วยความขมขื่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบอนนี่ ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผมได้อย่างไร
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมใช้เวลานานกว่าเจ็ดปีไปกับการศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงจนเกิดหนังสือเล่มนี้ หลังจากที่ศึกษาจนเข้าใจเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้ว ผมก็พบความจริงว่า ผมไม่จำเป็นต้องมีชีวิตคู่ที่ขมขื่นเสมอไป เมื่อยอมรับว่าคนสองคนไม่เหมือนกัน เราก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้มากขึ้น
ยิ่งค้นหาความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงมากขึ้น ผมก็ยิ่งพบแนวทางใหม่ ๆ ในการปรับปรุงความสัมพันธ์มากขึ้น และเรียนรู้สิ่งที่พ่อแม่รู้มาก่อนแต่ไม่ได้สอนเรา ผมเริ่มนำความรู้เรื่องนี้บอกกับลูกค้าที่มาใช้บริการคำปรึกษาจากผม ปรากฏว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขึ้นมาก มีสามีภรรยานับเป็นพัน ๆ คู่ที่เข้าร่วมสัมมนาระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ของผมที่พบว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เจ็ดปีหลังจากนั้น คนเหล่านี้ยังคงส่งข่าวดี ๆ ถึงผมตลอดเวลา ผมได้รับรูปภาพคู่สามีภรรยาที่เต็มไปด้วยความสุขถ่ายร่วมกับลูก ๆ พร้อมกับจดหมายขอบคุณที่ช่วยรักษาชีวิตสมรสพวกเขาไว้ แม้ว่าความรักจะทำให้เกิดการแต่งงาน แต่ถ้าไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงได้ลึกซึ้งพอแล้ว สิ่งที่เริ่มต้นด้วยความรักก็อาจจบลงด้วยการหย่าร้างได้
ซูซานและจิมแต่งงานมาเก้าปี ทั้งสองเริ่มต้นด้วยความรักเหมือนกับคู่อื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งและไม่เข้าใจกันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น ความรักเริ่มจางหายไปจนถึงจุดที่ต้องการหย่า แต่ก่อนหย่าทั้งคู่ได้มาเข้าฟังสัมมนาของผม ซูซานบอกว่า "เราทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตแต่งงานแล้ว แต่เราสองคนแตกต่างกันมากเหลือเกิน"
ในระหว่างสัมมนา ทั้งคู่รู้สึกแปลกใจที่ว่าความแตกต่างระหว่างสองคนนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องปกติแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ใคร ๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นอีกด้วย เขาพบว่าคู่อื่น ๆ ก็เจอปัญหาเหมือนกัน สองวันหลังจากสัมมนา ซูซานและจิมเข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายเป็นอย่างดี
ทั้งสองกลับมารักกันอีกครั้งและความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่มีการพูดถึงการหย่าอีกต่อไป มีแต่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันให้นานที่สุดได้อย่างไร จิมพูดว่า " ความเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ทำให้ผมได้ภรรยาผมกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้รับ ความรักของเราเกิดใหม่อีกครั้ง " หกปีหลังจากนั้น ทั้งสองคนเชิญผมไปเยี่ยมบ้านหลังใหม่และพบกับครอบครัวของพวกเขา เขาทั้งสองยังรักกันดีและขอบคุณผมที่ช่วยให้เข้าใจซึ่งกันและกันและยังใช้ชีวิตร่วมกันได้
เกือบทุกคนรู้ว่าผู้ชายแตกต่างจากผู้หญิง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าผู้ชายและผู้หญิงมีความแตกต่างกันอย่างไร หนังสือส่วนมากในรอบสิบปีที่ผ่านมา พยายามมองไปข้างหน้า เพื่อกำหนดและให้คำนิยามความแตกต่างอันนี้ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะก้าวหน้าไปขนาดไหนก็ตาม หนังสือส่วนใหญ่ก็ยังเขียนแบบเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่ทุกคนอยากรู้จริง ๆ ก็คือ ผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันที่ตรงไหนบ้าง เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายให้ดีขึ้น
เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า ความแตกต่างของทั้งสองฝ่ายที่มีสาเหตุมาจากความรักตัวเองและศักดิ์ศรีของแต่ละคน ขณะเดียวกัน ก็ต้องกระตุ้นให้เกิดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบ ร่วมมือร่วมใจ และรักกันมากขึ้น ผลการสอบถามคนที่ร่วมสัมมนากว่า 250,000 คน ทำให้ผมสามารถกำหนดนิยามความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงได้ เมื่อคุณค้นพบความแตกต่างเหล่านี้แล้ว กำแพงของความไม่เข้าใจก็จะทลายลงไป ถ้าเราทำใจให้กว้าง เราจะให้อภัยคนอื่นได้ง่ายและพร้อมที่จะเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ความรักได้ ด้วยความรู้จากหนังสือเล่มนี้ ผมหวังว่าคุณจะสามารถพัฒนาและค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง จนสามารถทำได้มากกว่าสิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้
หลักการทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว อย่างน้อยที่สุดกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จาก 250,000 คนที่ผ่านการสัมมนารู้สึกอย่างเดียวกันกับสิ่งที่อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ ดังนั้นถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วพยักหน้าพร้อมกับพูดว่าออกมาว่า " ใช่เลย เหมือนที่กำลังเป็นพอดี " ขอให้มั่นใจได้เลยว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก เมื่อคนจำนวนมากได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ได้ คุณก็ควรได้รับเช่นกัน



